กลับหน้าแรก

        บทเพลงต่าง ๆ ที่นักประพันธ์เพลงหรือคีตกวี (Composer) ได้ใช้ความพยามในการแต่ง ขึ้นเพื่อจรรโลงโลกไว้ให้มีแต่ความสวยสดงดงามคู่กับมนุษย์เราตลอดไปนั้นต้อง ประกอบด้วยองค์ ประกอบหลาย ๆ อย่าง ซึ่งบทเพลงดังกล่าวนั้นไม่สามารถที่จะเกิดเสียงขึ้นมาเองโดยปราศจากผู้เล่น หรือนักดนตรีที่บรรเลงออกมาและบทเพลงที่ประพันธ์ขึ้นนั้นผู้ประพันธ์ได้ตั้ง จุดประสงค์เอาไว้ แล้วว่าจะให้วงดนตรีประเภทใดบรรเลงหรือให้ออกมาในรูปแบบใด ซึ่งนักดนตรีก็เปรียบเสมือนเป็น สื่อกลางโดยผ่านเครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้วในบทที่ 3 สำหรับในบทนี้กล่าวถึงการ ผสมวงดนตรีตะวันตกซึ่งการผสมวงดนตรีตะวันตกนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ เพื่อสนองความ ต้องการของผู้ประพันธ์และการใช้งาน แบ่งออก เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

          1) วงออร์เคสตรา (Orchestra)

          2)  วงแบนด์ (Band)

          ออร์เคสตรา (Orchestra) เป็นคำในสมัยโบราณที่ใช้เรียกบริเวณที่อยู่ตอนหน้าเวทีของโรงละครกรีก
ใช้เป็นที่เต้นรำ (Dancing place)

          ไขแสง ศุขวัฒนะ (2530:92) ได้ให้ความหมายคำว่า ออร์เคสตรา ไว้ว่า “กลุ่มของนักดนตรี
ที่เล่นเครื่องสาย เครื่องเป่า และเครื่องเพอร์คัสชัน ร่วมกันภายใต้การควบคุมของผู้อำนวยเพลง ”

สำหรับในประเทศไทยเราใช้คำว่า “ดุริยางค์” ซึ่งหมายถึง องค์ของเครื่องดีด-สี-ตี-เป่า สำหรับใน
หนังสือเล่มนี้จะใช้คำว่าออร์เคสตรา (Orchestra)ทับศัพท์เรียกแทนวงดุริยางค์ทั้งหมด

          วงออร์เคสตราเป็นวงดนตรีที่มีวิวัฒนาการเริ่มขึ้นในราว ค.ศ. 1600 ช่วงระยะเวลา 400 ปี
ทำให้วงออร์เคสตราแตกต่างกันไปตามยุคสมัยของดนตรี ลักษณะของวงออร์เคสตราที่สำคัญ
ประกอบด้วยเครื่องดนตรีหลัก 4 กลุ่ม คือ

  กลุ่มเครื่องสาย (String Instruments)
  กลุ่มเครื่องลมไม้ (Woodwind Instruments)
  กลุ่มเครื่องทองเหลือง (Brass Instruments)
  กลุ่มเครื่องประกอบจังหวะ (Percussion Instruments)

ลักษณะการจัดวงออร์เคสตรา
          พัฒนาการของวงออร์เคสตราดังที่กล่าวข้างต้นนั้นเป็นวงดนตรีที่มีขนาดใหญ่มากและมี
วิวัฒนาการเรื่อยมาจนกระทั่งทำให้ลักษณะของวงออร์เคสตราแตกต่างกันออกไปตามยุคสมัยของ
ดนตรี โดยแบ่งออกเป็นดังนี้

 

 

1) วงออร์เคสตราสมัยบาโรก (Baroque Orchestra)
          เป็นวงออร์เคสตราสมัยแรก ๆ ของดนตรีประเภทคลาสสิก มาตรฐานของการจัดวงไม่มี ความแน่นอนนัก ลักษณะการจัดวงโดยทั่วไปจะให้ไวโอลินหนึ่ง (First Violins) อยู่ทางซ้ายมือ ของผู้อำนวยเพลง (Conductor) และให้ไวโอลินที่สอง (Second Violins) อยู่ทางขวามือ วิโอลา และเชลโลอยู่ตรงกลางส่วนดับเบิลเบสอยู่แถวหลังสุดของวง สำหรับเครื่องเป่าลมไม้ (Woodwinds Instruments) อยู่หลังกลุ่มไวโอลินที่หนึ่ง เครื่องเป่าทองเหลือง (Brass Instruments) อยู่ด้านหลังขวา เครื่องประกอบจังหวะ (Percussion) อยู่หลังสุดของวง นอกจากนี้ อาจจะมีฮาร์ปสิคอร์ดเล่นเป็นแนวเบส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการผู้ประพันธ์เพลงและสถานที่ ที่ใช้ในการแสดงโดยทั่วไปมักมีจำนวนผู้เล่นประมาณ 20-30 คน

คลิกชม

 

วงออร์เคสตรายุคบาโรก (Baroque Orchestra)
ที่มา : Microsoft The Attica Guide To Classical Music,1996

 

2) วงออร์เคสตราสมัยคลาสสิก (Classical Orchestra)
          นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 วงออร์เคสตราเริ่มมีแบบแผนมากขึ้นบทเพลงที่เขียนขึ้นก็ ้องการใช้ในวงที่มีจำนวนเครื่องดนตรีที่มากขึ้น ลักษณะการจัดวงโดยทั่วไปมีเครื่องดนตรีครบทั้ง 4 กลุ่ม ่วนจำนวนของเครื่องดนตรีแต่ละประเภทนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของวงและบทเพลงที่ บรรเลง เนื่องจากว่าผู้ประพันธ์เพลงมักกำหนดจำนวนเครื่องดนตรีแต่ละชนิดเองซึ่ง ประกอบด้วยเครื่อง ดนตรีดังนี้

     กลุ่มเครื่องสาย (String Instruments) ได้แก่ ไวโอลินที่หนึ่ง ไวโอลินที่สอง วิโอลา เชลโลและดับเบิลเบส

     กลุ่มเครื่องลมไม้ (Woodwind Instruments) ได้แก่ ฟลูต โอโบ คลาริเนตและบาสซูน

     กลุ่มเครื่องทองเหลือง (Brass Instruments) ได้แก่ เฟรนช์ฮอร์น ทรัมเปต และ
ทรอมโบน (บางโอกาส)

      กลุ่มเครื่องประกอบจังหวะ (Percussion Instruments) ได้แก่ กลองทิมปานี
(บางครั้งอาจมีเครื่องประกอบจังหวะอื่นประกอบในบางโอกาส)

 

วงออร์เคสตรายุคคลาสสิก (Classical Orchestra)
ที่มา : Microsoft The Attica Guide To Classical Music,1996

 

 

3) วงออร์เคสตราสมัยโรแมนติก ( Romantic Orchestra)
          จากต้นสมัยบาโรกจนกระทั่งถึงปลายสมัยคลาสสิกผู้ประพันธ์เพลงต่าง ก็มีอิสระหลุดพ้นจากการครอบงำในด้านความคิดจึงส่งผลให้ผลงานที่แต่งขึ้นใน สมัยนี้มีความสวยสดงดงามทำให้
พัฒนาการของวงออร์เคสตรามาถึงจุดที่เป็นมาตรฐาน เนื่องจากมีการใช้สีสันของเครื่องดนตรีที่แตก ต่างกันมาใช้ในการแต่งเพลงจึงมีความหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มจำนวนเครื่องดนตรีเข้า ไปเพื่อรองรับความคิดดังกล่าว เพื่อคุณภาพของเสียงที่แสดงพลังอำนาจของวงออร์เคสตราอย่าง แท้จริงจึงทำให้วงออร์เคสตราในสมัยนี้มีขนาดใหญ่ ประกอบด้วย

    กลุ่มเครื่องสาย (String Instruments) ได้แก่ ไวโอลินที่หนึ่ง ไวโอลินที่สอง วิโอลาเชลโลและ
ดับเบิลเบส
    กลุ่มเครื่องลมไม้ (Woodwind Instruments) ได้แก่ ฟลูต โอโบ คลาริเนตและบาสซูน

     กลุ่มเครื่องทองเหลือง (Brass Instruments) ได้แก่ ทรัมเปต ทรอมโบน ทูบาและ
เฟรนช์ฮอร์น
     กลุ่มเครื่องประกอบจังหวะ (Percussion Instruments) ได้แก่ กลองทิมปานี

วงออร์เคสตรายุคโรแมนติก (Romantic Orchestra)
ที่มา : Microsoft The Attica Guide To Classical Music,1996

          สำหรับ จำนวนของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประพันธ์ เพลง อีกเช่นกัน แต่ส่วนใหญ่แล้ววงออร์เคสตราในสมัยโรแมนติกนึ้มักประกอบด้วยผู้เล่นทั้งหมด กว่า 80 คน ในบางครั้งมีการใช้เครื่องดนตรีอื่นเข้าร่วมด้วยเช่น ฮาร์ป           นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องประกอบจังหวะ เข้าไปอีกเพื่อเพิ่มสีสัน ของเพลงและความยิ่งใหญ่เช่น กิ่ง (Triangle) ฉาบ (Cymbals) กลองเล็ก (Side Drum)
กลองใหญ่ (Bass Drum) และ ระฆังราว (Chimes)

 

กลุ่มเครื่องประกอบจังหวะ (Percussion Instruments)
ที่มา : Microsoft The Attica Guide To Classical Music,1996

 

 

4) วงออร์เคสตราสมัยศตวรรษที่ 20 ( The Twentieth Century Orchestra)
          เนื่องจากความเจริญในทุก ๆ ด้านของสมัยนี้จึงทำให้ขนาดของวงออร์เคสตรามีความแตก ต่างกันออกไปตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจรวมถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยีได้มี การผลิต เครื่องดนตรีที่ใช้ไฟฟ้าที่เราเรียกว่า “ซินธิไซเซอร์” (Synthesizer) ซึ่งสามารถปรับแต่งเสียงเครื่อง ดนตรีได้เกือบทุกชนิด บางครั้งนำเข้ามาบรรเลงร่วมกับวงออร์เคสตรา จึงทำให้วงออร์เคสตราใน สมัยนี้มีหลายขนาด โดยปกติมักแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ วงออร์เคสตราขนาดเล็กมักประกอบด้วย
ผู้เล่นไม่เกิน 60 คน และวงออร์เคสตราขนาดใหญ่มักประกอบด้วยผู้เล่นประมาณ 80 -100 คน ซึ่งจำนวนเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประพันธ์เพลงเช่นกันส่วนใหญ่ กลุ่มเครื่องสายจะเป็นอัตราส่วน 1 ใน 4 ของผู้เล่นทั้งหมด ส่วนเครื่องอื่น ๆ ก็แล้วแต่ความ เหมาะสมและความสมดุล ประกอบด้วยเครื่องดนตรีดังนี้

      กลุ่มเครื่องสาย (String Instruments) ได้แก่ ไวโอลินที่หนึ่ง ไวโอลินที่สอง วิโอลาเชลโลและ ดับเบิลเบส
      กลุ่มเครื่องลมไม้ (Woodwind Instruments) ได้แก่ ฟลูต พิคโคโล โอโบ คลาริเนตเบสคลาริเนตและบาสซูน
      กลุ่มเครื่องทองเหลือง (Brass Instruments) ได้แก่ ทรัมเปต ทรอมโบน ทูบา และ
เฟรนช์ฮอร์น
      กลุ่มเครื่องประกอบจังหวะ (Percussion Instruments) ได้แก่ กลองทิมปานี

          นอกจากนี้ยังมีกลุ่มเครื่องดนตรีที่นำมาบรรเลงร่วมในวงออร์เคสตราในสมัยนี้ประกอบด้วย ฮาร์ป เปียโนและออร์แกน (ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบทเพลงนั้น ๆ ) ส่วนในกลุ่มของเครื่องประกอบจังหวะที่ เพิ่มเข้ามาด้วยเหตุผลเดียวกัน ประกอบด้วย กลองทิมปานี กลองเล็ก กลองใหญ่ ฉาบ กิ่ง ระฆังราว ฆ้อง ไซโลโฟนและวู้ดบล๊อค

จากข้างต้นที่กล่าวมาเกี่ยวกับขนาดของวงออร์เคสตรานั้นได้กำหนดจำนวนของผู้เล่นพอ สรุปได้ดังนี้
- วงออร์เคสตราขนาดเล็ก (Small Orchestra) มีผู้เล่นประมาณ 40-60 คน
- วงออร์เคสตราขนาดกลาง (Medium Orchestra) มีผู้เล่นประมาณ 60-80 คน
- วงออร์เคสตราขนาดใหญ่ (Full Orchestra) มีผู้เล่นประมาณ 80-100 คน

ขนาดของวงออร์เคสตร้าจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กนั้นให้ถือเอากลุ่มเครื่องสายเป็น หลักสำคัญ ในการจัดขนาดของวง

 

วงออร์เคสตรายุคศตวรรษที่ 20 ( The Twentieth Century Orchestra)
ที่มา : Microsoft The Attica Guide To Classical Music,1996

 

ที่มา : Microsoft Encarta'95,1995

กลุ่มเครื่องประกอบจังหวะ (Percussion

 

5) วงแชมเบอร์มิวสิค (Chamber Music)

          วงดนตรีประเภทแชมเบอร์มิวสิคจัดเป็นการผสมวงดนตรีของตะวันตกอีก ประเภทหนึ่งซึ่งมีความเป็นมายาวนานมากนับตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 14 หรือยุคกลาง (Middle Age) เป็นต้นมา ได้มีการผสมวงโดยซึ่งพบในบทเพลงโมเต็ท (Motet) และแมดริกัล (Madrigal) ซึ่งเป็นบทเพลงขับร้อง นับตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 14 จนถึงต้นศตวรรษที่ 16 เครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายและเครื่องลมได้เข้ามาบรรเลงร่วมกับการขับร้อง
Webster's Dictionary ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า " แชมเบอร์มิวสิค" ไว้ว่า "Instrumental music suitable for performance in a chamber or a small audience hall" ซึ่งศาสตราจารย์ไขแส ศุขะวัฒนะ (2525:20) แปลเป็นภาษาไทยว่า " ดนตรีประเภทบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีที่เหมาะสำหรับแสดงภายในห้องโถงหรือสถานที่ที่จุผู้ฟังได้เพียงจำนวนน้อย" หรือจะเรียกดนตรีประเภทนี้ว่า แชมเบอร์มิวสิคเป็นดนตรีของนักดนตรี (musicians' music) , ดนตรีของมิตรสหาย (music of friends) และ ดนตรีในหมู่เพื่อนฝูง (music among friends)

          ในสมัยแรก ๆ วงดนตรีประเภทนี้เหมาะสำหรับการบรรเลงในบ้าน คฤหาสน์ของขุนนาง หรือห้องที่จุผู้ฟังได้จำนวนน้อยซึ่งผู้จัดงานมีแขกพอประมาณ ต่อมาวงแชมเบอร์มิวสิคเล่นในห้องโถงที่มีขนาดใหญ่ และในที่สุดต้องเล่นในคอนเสิร์ตฮอลล์ (Concert hall) หรือสังคีตสถาน อย่างเช่นศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น การฟังดนตรีประเภทแชมเบอร์มิวสิคต้องมีความรู้ความเข้าใจเช่นเดียวกับการฟังดนตรีคลาสสิกทั่ว ๆ ไป

          เนื่องจากดนตรีประเภทนี้ใช้ผู้เล่นเพียงไม่กี่คน ฉะนั้นเสียงที่ออกมาจะยิ่งใหญ่มโหฬารหรือความมีพลัง อย่างวงออร์เคสตราก็ทำไม่ได้ ลักษณะเด่นของวงดนตรีประเภทนี้ก็คือเสียงดนตรีที่แท้จริง สำหรับด้านคุณภาพของการเล่นนั้นผู้เล่นต้องใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ผู้ใดเล่นผิดพลาดจะได้ยินอย่างเด่นชัด ความถูกต้องความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของดนตรีประเภทนี้
การฟังเพื่อให้ได้รสชาติที่สมบูรณ์ของแชมเบอร์มิวสิคนั้นไม่ได้อยู่แต่เพียงความตั้งอกตั้งใจฟังอย่างไตร่ตรอง แต่ยังต้องอาศัยบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟังอีกด้วย

          เนื่องด้วยดนตรีประเภทนี้บรรเลงด้วยกลุ่มนักดนตรีเพียงไม่กี่คน ประกอบกับไม่ได้มีการใช้เครื่องขยายเสียงหรือตู้แอมป์ สถานที่ที่เหมาะกับการบรรเลงและการฟังจึงควรเป็นห้องโถงตามบ้าน หรือห้องฟังดนตรีขนาดเล็กเพราะผู้ฟังทุกคนสามารถฟังเสียงของเครื่องดนตรีทุก ๆ ชิ้นได้อย่างชัดเจนและสัมผัสกับดนตรีได้อย่างใกล้ชิด
วงแชมเบอร์มิวสิคจะมีชื่อเรียกต่างกันออกไปตามจำนวนของผู้บรรเลงต้องมีนักดนตรีตั้งแต่สองคนขึ้นไปถึงเก้าคนดังนี้

   คลิกชม
- ผู้บรรเลง 2 คน เรียก ดูโอ (Duo)
- ผู้บรรเลง 3 คน เรียก ทริโอ (Trio)
- ผู้บรรเลง 4 คน เรียก ควอเต็ต (Quartet)
- ผู้บรรเลง 5 คน เรียก ควินเต็ต (Quintet)
- ผู้บรรเลง 6 คน เรียก เซกซ์เต็ต (Sextet)
- ผู้บรรเลง 7 คน เรียก เซพเต็ต (Septet)
- ผู้บรรเลง 8 คน เรียก ออคเต็ต (Octet)
- ผู้บรรเลง 9 คน เรียก โนเน็ต (Nonet)

        ในการเรียกชื่อวงแชมเบอร์มิวสิคนั้นยังมีประเพณีในการเรียกอีกอย่าง คือเรียกชื่อประเภทของเครื่องดนตรีก่อนแล้วตามด้วยจำนวนเครื่องดนตรีเช่น สตริงควอเต็ต หมายถึงวงแชมเบอร์มิวสิคที่ประกอบด้วย ไวโอลิน 2 คัน, วิโอลาและเชลโล เป็นต้น
เครื่องดนตรีที่นำรวมกันเป็นวงแชมเบอร์มิวสิคนั้นที่นิยมแพร่หลายนั้นได้แก่กลุ่มเครื่องสาย ตระกูลไวโอลิน เพราะสุ้มเสียงของเครื่องตระกูลนี้ไม่ว่าจะเป็นไวโอลิน, วิโอลา, และเชลโล ล้วนสามารถกลมกลืนเข้ากันได้เป็นอย่างดี เช่น วงสตริงควอเต็ต ( ไวโอลิน 2 คัน, วิโอลาและเชลโล) ซึ่งถือว่าเป็นวงดนตรีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการผสมวงดนตรีประเภทนี้ควรเป็นเครื่องดนตรีที่อยู่ในตระกูลเดียวกันเพราะสุ้มเสียงที่มีสีสัน (Tone color) เดียวกันอีกทั้งยังไม่มีการแสดงความเด่นข่มสุ้มเสียงอื่น

 

การผสมวงที่ใช้เครื่องสายไวโอลิน 2 คัน รวมเรียกว่า " สตริงดูโอ" (String Duo) ในงานของ ลุยส์ ชโปร์ ( ค. ศ.1784-1859) คีตกวีและนักไวโอลินชาวเยอรมัน และของบาร์ท้อค

          ในยุคบาโรคการได้มีการปรับปรุงการจัดวงแชมเบอร์มิวสิคได้รู้จักกันในชื่อว่า " ทริโอโซนาตา" (Trio sonata) โดยโซนาตาชนิดนี้มีผู้บรรเลง 4 คน คือ ผู้บรรเลงเดี่ยว 2 คน และผู้บรรเลงแนวล่างสุดหรือ คอนตินูโอ (Continuo) อีก 2 คน ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนผู้บรรเลง 4 คนก็ตามแต่ให้ถือว่ามี 3 แนว คือ สองแนวแรกเป็นแนวของเครื่องดนตรีบรรเลงเดี่ยว และแนวที่สามนั้นเป็นของเครื่องดนตรีคอนตินูโอ เช่น บาโรคทริโอโซนาตา ประกอบด้วย ขลุ่ยรีคอร์เดอร์ 2, ฮาร์พซิคอร์ดและเชลโล

 

นอกจากนี้ยังมีการผสมวงแบบต่าง ๆ ด้วยเครื่องสายและเปียโน เช่น เปียโนทรีโอ ( เปียโน, ไวโอลินและเชลโล)

 

          ปัจจุบันในประเทศไทยเราก็ได้มีการพัฒนาวงดนตรีประเภทแชมเบอร์มิวสิคขึ้นมาเช่นกันโดยการนำเอาเครื่องดนตรีตระกูลแซ็กโซโฟน ( โซปราโน, อัลโต, เทเนอร์และบาริโทนแซ็กโซโฟน) มารวมกันเป็น " วงบางกอกแซ็กโซโฟนควอเต็ต" โดย รองศาสตราจารย์ ดร. สุกรี เจริญสุข และสมาชิก ตั้งแต่ปี พ. ศ. 2532

 

 

การผสมวงที่ใช้เครื่องลมบางชนิดรวมกัน เช่น โอโบ 2, คลาริเนท 2 , บาสซูน 2 และ แตรเฟรนช์ฮอร์น 2 รวมเรียกว่า " วินด์อ๊อคเต็ต" (Wind Octet)

 

 

          นอกจากนี้ยังมีคำว่า " อองซองค์เบิล" (Ensemble) เป็นภาษฝรั่งเศส ซึ่งมีความหมายว่า " ด้วยกัน" เป็นลักษณะของการบรรเลงดนตรีจากผู้เล่นหลาย ๆ คนมีจำนวนผู้เล่นไม่เกิน 20 คน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจในการแสดงของทุกคนรวมถึงความสามารถของนักดนตรีแต่ละคน
ในกรณีที่กลุ่มนักดนตรีไม่ว่าชนิดที่มีเฉพาะผู้เล่นเครื่องสายล้วน ๆ และมีผู้เล่นเครื่องลมผสมอยู่บ้างแต่รวมแล้วไม่เกิน 30 คน โดยสัดส่วนของวงเช่นเดียวกับวงออร์เคสตรา กลุ่มนักดนตรีนี้ก็จะเรียกว่า " วงออร์เคสตราแชมเบอร์มิวสิค" (Chamber Orchestra)
ลักษณะการผสมวงแบบแชมเบอร์มิวสิคนี้หากนักดนตรีที่มารวมกันนั้นเป็นนักศึกษามาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ กัน อาจเป็นการรวมวงระหว่างอาจารย์หรือนักศึกษาที่มีความสามารถทางดนตรีเป็นเยี่ยม เรามักจะเรียกการรวมวงประเภทนี้ว่า " โปรมิวสิคกา ออร์เคสตรา" (Promusica Orchestra)

 

วงแบนด์ (Band)

     วงแบนด์เป็นลักษณะของการผสมวงดนตรีอีกประเภทหนึ่งของตะวันตกที่มีเครื่อง ดนตรีในกลุ่มเครื่องเป่าเป็นหลักและมีเครื่องดนตรีในกลุ่มเครื่องประกอบ จังหวะผสมวงบรรเลงร่วมกัน การผสมวงแบนด์แบ่งตามประเภทได้ดังนี้

2.1 วงคอนเสิร์ตแบนด์
ดนตรีที่มีขนาดปานกลางมีผู้นักดนตรีประมาณ 30-45 คน ประกอบด้วยเครื่องดนตรี 3 กลุ่ม คือ
- กลุ่มเครื่องลมไม้ (Woodwind) ได้แก่ แซ็กโซโฟน , บาสซูน , โอโบ , คลาริเนท , ฟลูท และปิคโคโล ( ในบางโอกาสมักใช้ผู้เล่นคนเดียวกัน )
- กลุ่มเครื่องทองเหลือง (Brass) ได้แก่ ทรัมเป็ต , ทรอมโบน , ทูบา , ยูโฟเนียม , เฟรนช์ฮอร์นและคอร์เน็ต
- กลุ่มเครื่องตีประกอบจังหวะ (Percussion) ได้แก่ กลองทิมปานี , กลองเล็ก , กลองใหญ่ , กิ่ง , มาริมบา , ฉาบ และระฆังราว ( ขึ้นอยู่กับเพลงด้วย )
วงคอนเสิร์ตแบนด์มักใช้นั่งบรรเลงเป็นหลัก โดยปกติขณะที่นั่งบรรเลงจะต้องมีผู้อำนวยเพลง (Conductor) คอยควบคุมจังหวะและปรับความสมดุลของเพลงด้วย เพลงที่ใช้บรรเลงมักเป็นเพลงทั่ว ๆ ไปหรือเพลงที่ใช้เฉพาะในงานนั้น ๆ ซึ่งเพลงที่นำมาบรรเลงจะต้องเป็นเพลงที่เขียน ขึ้นมาเพื่อใช้กับวงคอนเสิร์ตแบนด์โดยเฉพาะเท่านั้น เพราะในการเรียบเรียงเสียงประสานนั้นผู้ที่ เรียบเรียง ฯ จะทราบจำนวนและเป็นผู้กำหนดเครื่องดนตรีเอง หากนำเพลงที่เรียบเรียงให้วงที่มีจำนวนนักดนตรีมากมาให้วงที่มีนักดนตรีน้อย เล่นอาจทำให้ทำนองหลักของเพลงขาดหายไปก็เป็นไปได้เนื่องจากจำนวนนักดนตรีไม่ เท่ากัน

 

2.2. วงแตรวง (Brass Band)
      เป็นวงดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบในการเดินแถวของทหาร การสวนสนาม พิธีแห่ต่าง ๆ และใช้บรรเลงประกอบในงานกีฬา ประกอบด้วย 2 กลุ่ม คือ
- กลุ่มเครื่องทองเหลือง (Brass) ได้แก่ ทรัมเป็ต , ทรอมโบน , ทูบา , ยูโฟเนียม , บาริโทน , เฟรนช์ฮอร์นและคอร์เน็ต
- กลุ่มเครื่องตีประกอบจังหวะ (Percussion) ได้แก่ , กลองเล็ก , กลองใหญ่ , ในขณะใช้เดินแถวนั้นวงแตรวงจะต้องมีคทากรหรือดรัมเมเยอร์ (Drum Major) เดินถือไม้คทานำหน้าแถวเพื่อทำหน้าที่ให้สัญญาณต่าง ๆ นอกจากนี้วงแตรวงยังถือว่าเป็นต้นแบบของดนตรีแจ๊ส

2.3 วงโยธวาทิต (Military Band)
      คำว่า " โยธวาทิต " ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง " วงดนตรีที่บรรเลงโดยทหาร ซึ่งมาจากคำว่า โยธ แปลว่า ทหาร รวมกับคำว่า วาทิต แปลว่า ดนตรี หรือผู้บรรเลงดนตรี " วงโยธวาทิตเป็นวงดนตรีที่มีลักษณะคล้ายกับวงคอนเสิร์ตแบนด์ทุกประการเพียง แต่เรียกชื่อต่างกันเท่านั้น กล่าวคือ ในขณะที่วงโยธวาทิตใช้ประกอบการเดินแถวสวนสนามหรือแสดงการแปรแถวกลางแจ้งเรา เรียกว่าการ " แสดงดนตรีสนาม " (Display) แต่เมื่อวงโยธวาทิตบรรเลงโดยการนั่งบรรเลงเราเรียกว่า " คอนเสิร์ตแบนด์ " (Concert Band) สำหรับการใช้งานนั้นคล้ายกับวงแตรวง ยกเว้นเครื่องดนตรีที่ประกอบในวงโยธทิตนั้นประกอบด้วยเครื่องดนตรี 3 กลุ่ม คือ - กลุ่มเครื่องลมไม้ (Woodwind) ได้แก่ แซ็กโซโฟน , บาสซูน , โอโบ , คลาริเนท , ฟลูท และปิคโคโล ( ในบางโอกาสมักใช้ผู้เล่นคนเดียวกัน )
- กลุ่มเครื่องทองเหลือง (Brass) ได้แก่ ทรัมเป็ต , ทรอมโบน , ทูบา , ยูโฟเนียม , คอร์เน็ตและเฟรนช์ฮอร์น
- กลุ่มเครื่องตีประกอบจังหวะ (Percussion) ได้แก่ , กลองเล็ก , กลองใหญ่ , , ฉาบ

 

     ปัจจุบันวงโยธวาทิตมีการพัฒนารูปแบบและการบรรเลงไปมากเช่นในกลุ่มเครื่องตีประกอบจังหวะมีการเพิ่มกลองใหญ่เป็น 4-5 ใบ เพิ่มกลองคอร์ด กลองทรีโอ (Chords Drum or Trio Drums) , มาร์ชชิ่งเบล , ฯลฯ

2.4 วงคอมโบ(Combo Band)
                วงคอมโบ คำว่า Combo เป็นคำสั้นของคำว่า Combination ซึ่งแปลว่า การรวมกัน เป็นวงดนตรีขนาดเล็ก ประสมวงตามความเหมาะสม ใช้สำหรับแสดงในสถานที่ในพื้นที่แคบๆ เครื่องดนตรีที่นิยมใช้ประสมวง ได้แก่ ทรัมเป็ต แซ็กโซโฟน เปียโน ดับเบิลเบส หรือกีตาร์ เบสไฟฟ้า กลองชุด และเครื่องกระทบทำจังหวะอื่นๆ เช่น กลอง ฉิ่ง หรือแทมบูรีน กลองบองโก กลองทอมบา เป็นต้น และอาจเติมทรอมโบน กีตาร์ไฟฟ้าเล่นคอร์ด หรือจะใช้คีย์บอร์ดไฟฟ้าแทนเปียโนก็ได้
                วงคอมโบนิยมใช้บรรเลงเพลงป๊อปปูลาร์ทั้งเพลงบรรเลง และเพลงขับร้องเพื่อการฟัง และเพื่อประกอบการเต้นรำ

2.5 วงสตริงคอมโบ(String Combo)
                วงสตริงคอมโบ คือ วงลักษณะเดียวกันกับวงชาโดว์แต่เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียกชื่อทับกับชื่อวงของคณะเดอะชาโดว์ จึงเลี่ยงมาเรียกชนิดของวงว่าวงสตริงคอมโบ เพราะใช้เครื่องสาย ๓ ชนิดประสมวง คือ กีตาร์ไฟฟ้าสำหรับเล่นทำนองหลักและทำนองสอดประสาน กีตาร์ไฟฟ้าสำหรับเล่นคอร์ดประสานเสียงในแนวดิ่ง และกีตาร์เบสไฟฟ้าสำหรับเล่นลักษณะจังหวะและการประสานเสียงแนวเบส

2.6 . วงดนตรีพื้นบ้าน(Folk Band)
                วงดนตรีพื้นบ้าน คือ ดนตรีลูกทุ่งตะวันตกของชาวอเมริกัน มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ดนตรีคันทรีและเวสเทิร์น" (Country and Western) มีต้นกำเนิดอยู่แถบหุบเขาเวอร์จิเนีย รัฐแคโรไลนา รัฐเคนทักกีและรัฐเทนเนสซี รูปแบบของดนตรีโฟล์กซองพัฒนามาจากเพลงขับลำนำ(Ballad) และเพลงเต้นรำ(Dance Music) ของชาวอังกฤษ ต่อมาถูกพัฒนารูปแบบกลายเป็นวงดนตรีพื้นบ้านของอเมริกัน

        2.6.1วงดนตรีพื้นบ้านอเมริกัน
                วงดนตรีพื้นบ้านอเมริกัน ใช้กีตาร์โฟล์กซึ่งเป็นกีตาร์โปร่งเป็นเครื่องบรรเลงคลอเสียงขับร้อง ทั้งนักดนตรีและนักร้องอาจเป็นคนเดียวกัน แต่บางวงอาจมีนักดนตรีและนักร้องรวมกัน ๒-๔ คน ซึ่งทุกคนจะร้องและเล่นกีตาร์คนละตัวคลอตามทางของตน
                ลักษณะการเล่นกีตาร์มักเป็นแบบเกาแตะคอร์ด(Picking) ถ้าเล่นคนเดียวเป็นเสียงประสานจะเป็นแบบร่วมคอร์ด(Homophony) คือ เสียงร้องเป็นทำนองหลัก เสียงกีตาร์เป็นทั้งส่วนจังหวะ และส่วนประสานเสียงในแนวดิ่ง และถ้าเล่นรวมวงหลายคนเสียงประสานจะเป็นแบบหลายแนว(Polyphony) คือ นักร้องและนักดนตรีคนหนึ่งร้องทำนองหลักพร้อมกับเกากีตาร์ดำเนินคอร์ดประสานเสียง นักร้องและนักดนตรีคนอื่นๆ เล่นทำนองสอดประสาน พร้อมกับเล่นกีตาร์ตามแนวที่แตกต่างกัน

         2.6.2 วงคันทรีอเมริกัน
                วงคันทรีอเมริกัน เรียกติดปากกันทั่วไปว่า "วงคันทรีและเวสเทิร์น" พัฒนารูปแบบมาจากเพลงบัลลาด และเพลงเต้นรำของอังกฤษ วงคันทรีอเมริกันประสมวงได้ ๓ ลักษณะ คือ
                ๑) วงฮิลบิลลี(Hillbilly) ประสมวงด้วยไวโอลินและดัลซิเมอร์(ขิมแบบฮังกาเรียน) ใช้บรรเลงคลอเสียงขับร้อง
                ๒) วงเวสเทิร์นสวิง(Western Swing) เอาเปียโน คลาริเน็ต แซ็กโซโฟน กีตาร์ และกลองชุด ประสมวงกับไวโอลิน และดัลซิเมอร์ ใช้บรรเลงสนับสนุนการเต้นรำ
                ๓) วงบลูแกรสส์(Blue Grass) นำแบนโจ และแมนโดลิน มาเพิ่มในวงเวสเทิร์นสวิง นำมาใช้บรรเลงได้ทั้งเพลงขับร้องและเพลงเต้นรำ

         

2.7ดนตรีแจ๊ส

เชื่อ กันว่าดนตรีแจ๊สมีต้นกำเนิดราวทศวรรษ 1920 โดยวงดนดรีวงแรกที่นำสำเนียงแจ๊สมาสู่ผู้ฟังหมู่มากคือ ดิ ออริจินัล ดิกซีแลนด์ แจ๊ส แบนด์ (The Original Dixieland Jazz Band: ODJB) ด้วยจังหวะเต้นรำที่แปลกใหม่ ทำให้โอดีเจบีเป็นที่กล่าวขวัญกันอย่างมาก พร้อมกับให้กำเนิดคำว่า "แจ๊ส" ตามชื่อวงดนตรี โอดีเจบีสามารถขายแผ่นได้ถึงล้านแผ่น .. อย่างไรก็ตามโอดีเจบีไม่ได้เป็นผู้ให้กำเนิดท่วงทำนองดังกล่าว หากแต่นำสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาจากเพลงพื้นบ้านในแถบนิวออร์ลีนส์มาประยุกต์ อีกที มีการวิเคราะห์รากลึกของแจ๊สในหลายทาง หนึ่งในนั้นคือเกิดจากดนตรีของกลุ่มทาสที่เดินทางมาจากแอฟริกาเพื่อเป็นแรง งานเกษตรกรรม กลุ่มทาสเหล่านี้มีพื้นฐานในเรื่องจังหวะมาจากเพลงพื้นบ้านหรือดนตรีในพิธี ทางศาสนาอยู่แล้ว ประกอบกับได้ซึมซับดนตรีของคนผิวขาว จากยุโรป จึงเกิดการผสมผสานกันกลายเป็นเพลงบลูส์ (Blues) วิเคราะห์กันว่าโน๊ตที่แปลกแปร่งของบลูส์ เกิดจากการที่คนผิวดำเหล่านี้เรียนรู้ดนตรีจากการฟังเป็นพื้นฐาน จึงเล่นดนตรีแบบถูกบ้างผิดบ้าง เพราะจำมาไม่ครบถ้วน มีการขยายความด้วยความพึงพอใจของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งกลายเป็นที่มาของคีตปฏิภาณ (Improvisation) ในภายหลัง .. ดนตรีแร็กไทม์ (Ragtime) ก็เชื่อว่ามีต้นกำเนิดคล้ายๆ กันคือ เกิดจากดนตรียุโรปผสมกับจังหวะขัดของแอฟริกัน .. บลูส์และแร็กไทม์นี่เองที่เป็นรากของดนตรีแจ๊สในเวลาต่อมา แร็กไทม์มีช่วงเวลาที่รุ่งเรืองอยู่ราวๆ ทศวรรษ 1890 ถึง 1910 มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ที่จังหวะขัด (Syncopation) นักดนตรีแร็กไทม์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดคนหนึ่งก็คือ สก็อตต์ จอปลิน (Scott Joplin) ผู้ประพันธ์เพลงที่เราคุ้นหูหลายๆ เพลง เช่น The Entertainer, Maple Leaf Rag, Elite Syncopations, Peacherine Rag เป็นต้น หากไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แนะนำให้หาฟังดูแล้วจะร้องอ๋อ .. หรือถ้าชอบดูหนังลองหา The Sting มาดู มีเพลงของจอปลินประกอบเกือบทั้งเรื่อง หรือไม่ก็ The Legend of 1900 (UBC เคยเอามาฉาย) แม้เรื่องหลังนี้จะกล่าวถึงดนตรีแจ๊ส แต่มีหลายเพลงที่มีกลิ่นรสของแร็กไทม์ที่เข้มข้นทีเดียวโดยเฉพาะตอนดวลเปียโน

เพลงบลูส์เริ่มได้รับความนิยมในช่วงเวลาเดียวกันกับแร็กไทม์ ปลายๆ ทศวรรษ 1910 เพลงบลูส์และแร็กไทม์ถูกผสมผสานจนกลมกลืนโดยมีหัวหอกคือ บัดดี โบลเดน (Charles Joseph 'Buddy' Bolden) เป็นผู้ริเริ่ม หากแต่เวลานั้นยังไม่มีการประดิษฐ์คำว่าแจ๊สขึ้นมา และเรียกดนตรีเหล่านี้รวมๆ กันว่า "ฮ็อต มิวสิค" (Hot Music) จนกระทั่งโอดีเจบีโด่งดัง คำว่า แจ๊ส จึงเป็นคำที่ใช้เรียกขานกันทั่ว .. แจ๊สในยุคแรกนี้เรียกกันว่าเป็น แจ๊สดั้งเดิม หรือ นิวออร์ลีนส์แจ๊ส

 

สวิง และ บิ๊กแบนด์
ช่วงเวลาที่สหรัฐเขาร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทางการสั่งปิดสถานเริงรมณ์ในนิวออร์ลีนส์ ทำให้นักดนตรีส่วนใหญ่เดินทางมาหากินในชิคาโก นิวยอร์ก และ ลอสแองเจลลิส ทั้งสามเมืองจึงกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะนักดนตรีแจ๊สในช่วงนั้น .. ชิคาโกดูจะเป็นเมืองที่มีความก้าวหน้าทางดนตรีแจ็สเหนือกว่าอีกสองเมือง เพราะมีนักดนตรีมาทำงานมาก ชิคาโกเป็นเมืองที่ทำให้ หลุยส์ อาร์มสตรอง (Louis Armstrong) เป็นที่รู้จัก และกลายเป็นนักดนตรี/นักร้องแจ๊สชื่อก้องโลกในเวลาต่อมา ในด้านการพัฒนา ชิคาโกมีดนตรีแจ๊สที่สืบสายมาจากนิวออร์ลีนส์แต่มีลักษณะเฉพาะตัว เสียงจัดจ้าน มีการทดลองจัดวงในแบบของตัวเอง เริ่มเอาเครื่องดนตรีใหม่ๆ เช่น แซ็กโซโฟนมาใช้รวมกับ คอร์เน็ต ทรัมเป็ต มีการทดลองแนวดนตรีใหม่ๆ เช่น การเล่นเปียโนแบบสไตรด์ (Stride piano) ของเจมส์ จอห์นสัน (James P. Johnson) ซึ่งมีพื้นฐานจากแร็กไทม์ การทดลองลากโน้ตให้ยาวจนผู้ฟังคาดเดาได้ยากของอาร์มสตรอง และการปรับแพทเทิร์นของจังหวะกันใหม่เป็น Chicago Shuffle

ส่วนนิวยอร์กรับหน้าที่เป็นศูนย์กลางของแจ๊สในยุคปลายทศวรรษ 1920 แทนชิคาโก สุ้มเสียงของดนตรีแจ๊สในนิวยอร์กพัฒนาเพื่อเป็นดนตรีเต้นรำให้ความสนุกสนานบันเทิง และเป็นบ่อเกิดของ สวิง (Swing) และ บิ๊กแบนด์ (Big Band) ในเวลาต่อมา

"สวิง" ในบริบทของแจ๊ส หมายถึงอิสระในการแสดงความคิดทางดนตรี ชื่อสวิงนี้มีที่มาจากจังหวะที่ฟังแล้วเหมือนไม่ลงตัว หรือเหมือนกับจังหวะมัน 'แกว่ง' นั่นเอง สวิงเป็นดนตรีที่ก่อให้เกิดการจัดวงแบบใหม่ที่เรียกว่า "บิ๊กแบนด์" ซึ่งมีการแบ่งโครงสร้างเครื่องดนตรีเป็นสามส่วนคือ เครื่องทองเหลือง เครื่องลมไม้ และเครื่องให้จังหวะ ... ที่แจ้งเกิตตามมาในยุคนี้ก็คือนักร้องแจ๊ส เช่น เอลลา ฟิทช์เจอรัลด์ (Ella Fitzgerald) บิลลี ฮอลิเดย์ (Billy Holiday) และหลุยส์ อาร์มสตรอง .. จุดเด่นมากๆ ของนักร้องแจ๊สคือการ "สแกต" (Scat) หรือเปล่งเสียง ฮัมเพลง แทนเครื่องดนตรี ซึ่งนับเป็นการแสดงคีตปฏิภาณของนักร้อง

หาก พูดถึงสวิงแล้วคงยากที่จะเลี่ยงการกล่าวถึงผู้ที่ได้รับฉายาว่า ราชาแห่งสวิง "เบนนี กู๊ดแมน" (Benny Goodman) ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้ร่วมเล่นดนตรีกับพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว .. เบนนี กู๊ดแมน เป็นนักคลาริเน็ต ก่อตั้งวงของตัวเองออกเดินสายเปิดคอนเสิร์ต พร้อมกับพัฒนาแนวทางดนตรีใหม่ๆ ไปด้วย วงบิ๊กแบนด์ของกู๊ดแมน มีลักษณะต่างจากวงอื่นๆ ในยุคนั้นตรงที่ เปิดโอกาสให้นักดนตรีคนอื่นในวงได้เล่นโซโล แสดงความสามารถเต็มที่ กลายเป็นที่ชื่นชอบของผู้ฟัง นอกจากนี้วงของกู๊ดแมนยังมีนักดนตรีทั้งผิวขาวและผิวดำปะปนกัน จึงได้รับการชื่นชมจากผู้ฟังจำนวนมาก .. ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น นอกจากวงของกู๊ดแมนแล้ว ที่โด่งดังไม่แพ้กันก็ยังมีวงของ ดุ๊ก เอลลิงตัน (Duke Ellington) และวงของ เคาน์ เบซี (William Count Basie)

บ็อพ
เพลงสวิงมาถึงจุดอิ่มตัวเมื่อนักดนตรีเริ่มเบื่อหน่ายการจัดวงและการเรียบเรียงที่ค่อนข้างตายตัว จึงเริ่มเกิดการหาแนวทางใหม่ๆ เล่นตามความพอใจหลังการซ้อมหรือเล่นดนตรี หรือเรียกว่า "แจม" (Jam session) นั่นเอง .. และจากการแจมนี่เองทำให้ ชาร์ลี "เบิร์ด" พาร์คเกอร์ (Charlie "Bird" Parker) นักแซ็กโซโฟน และ ดิซซี่ กิลเลสปี (Dizzy Gillespie) นักทรัมเป็ต เสนอแจ๊สในแนวทางใหม่ขึ้นมา เมื่อทั้งสองร่วมตั้งวงห้าชิ้นและออกอัลบั้มตามแนวทางดังกล่าว คำว่า "บีบ็อพ" (Bebop) "รีบ็อพ" (Rebop) หรือ "บ็อพ" (Bop) ก็กลายเป็นคำติดปากของผู้ฟัง คำว่าบีบ็อพเชื่อกันว่ามาจากสแกตของโน้ตสองตัว บ็อพมีสุ้มเสียง จังหวะ การสอดประสานที่ต่างไปจากสวิงค่อนข้างมาก เช่นจังหวะไม่ได้บังคับเป็น 4/4 เหมือนสวิง ใช้คอร์ดแทน (Alternate chords) เยอะ ในขณะที่โซโลและการแสดงคีตปฏิภาณยังคงวางบนคอร์ดเดิม

เริ่มแรกบ็อพไม่ได้เกิดปรากฏการณ์บูมเหมือนกับสวิง ด้วยท่วงทำนองของบ็อพจะเน้นเป็นดนตรีตามคลับแจ๊สมากกว่าดนตรีเต้นรำ .. นักดนตรีแนวสวิงหลายคนออกจะดูถูกบ็อพ ถึงขนาดบอกว่า 'บ็อพทำให้แจ๊สถอยหลังไปยี่สิบปี' แม้แต่ผู้อาวุโสอย่างอาร์มสตรองยังให้ความเห็นในทางลบ อย่างไรก็ตาม จุดเด่นของบ็อพคือการแสดงออกถึงความเป็นตัวของตัวเองสูง เปรียบเสมือนวัยรุ่นที่แสดงออกทางความคิดอย่างเต็มที่ ไม่นานนัก บ็อพก็เป็นที่นิยม ชาร์ลี พาร์กเกอร์ ดิซซี กิลเลสพี และ ธีโลเนียส มองค์ (Thelonious Monk) ก็กลายเป็นดาวเด่นในแวดวงแจ๊ส ในฐานะที่เปิดแนวทางการพัฒนาใหม่ๆ ให้กับแจ๊ส

แขนงของบ็อพ
ช่วงทศวรรษ 1950 ความนิยมในสวิงเริ่มเสื่อมคลายลง บิ๊กแบนด์หลายวงต้องสลายไป วงดังๆ ก็จำต้องรับงานเฉพาะกิจ แทนที่จะเป็นงานประจำเหมือนแต่ก่อน ..ส่วนเพลงแนวบ็อพ ทำให้เกิดดนตรีอีกหลายแนวตามมา โดยแยกออกเป็นสองส่วนคือ แนวที่แยกไปจากแจ๊สเลย เช่น บูกี้-วูกี้ ริทึมแอนด์บลูส์ และ ร๊อคแอนด์โรล ซึ่งภายหลังก็ผันมาเป็นดิสโก้ และดนตรีเต้นรำอื่นๆ

ส่วนในแขนงของแจ๊ส ในยุคแรก บ๊อพทำให้กำเนิดกระแสสองกระแส ..กระแสแรกคือ คูลแจ๊ส (Cool Jazz) ซึ่งเป็นการผสมแจ๊สเข้ากับเพลงคลาสสิค .. อีกกระแสคือ ฮาร์ดบ็อพ (Hard Bop) ซึ่งผสมเอาบ็อพ ริทึมแอนด์บลูส์ และเพลงในโบสถ์ที่เรียกว่า กอสเพล (Gospel) เข้าด้วยกัน

คูลแจ๊สมีต้นกำเนิดจากงานของไมล์ส เดวิส (Miles Davis) ซึ่งจัดวงเก้าชิ้น อัดอัลบั้ม The Birth of Cool . แม้ขายไม่ดี แต่นักดนตรีแจ๊สให้ความสนใจในเนื้อหาดนตรีมากจนงานชิ้นนี้เรียกติดปากว่า "คูล" ซึ่งกลายเป็นที่มาของ คูลแจ๊ส .. อีกนัยหนึ่งแนวคูลแจ๊ส ไม่ได้เร่าร้อน เร็ว สนุกสนานเหมือนดนตรีแจ๊สที่ผ่านมา หากมีท่วงทำนองช้า บรรยากาศทึมๆ หม่นเทา .. อิทธิพลด้านคลาสสิคของคูลแจ๊สส่วนใหญ่จะมาจากงานของ สตราวินสกี (Igor Stravinsky) และ เดอบุสซี (Claude Debussy) และเพราะอิทธิพลของคลาสสิคที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมสูง ทำให้บางคนวิจารณ์ว่า คูลบ็อพทำให้แจ็สถอยหลังเข้าคลอง (อีกแล้ว)

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งตะวันตกก็มีเพลงแจ๊สที่เรียกกันว่า เวสต์โคสต์ (West Coast Sound) ซึ่งคล้ายคลึงกับคูลแจ๊ส แต่อนุรักษ์นิยมสูงกว่า วงดนตรีเวสต์โคสต์มักไม่มีเปียโนมารวมด้วย ผู้นำของกลุ่มนี้ได้แก่ เช็ต เบเกอร์ (Chet Baker) เจอร์รี มัลลิแกน (Jerry Mulligan) สแตน เก็ตซ์ (Stan Getz) ก็เคยทำงานในแนวนี้ด้วยเช่นกัน

ฮา ร์ดบ็อพ หรือ โซลแจ๊ส (Soul Jazz) เป็นอีกสาขาของบ็อพที่แตกออกมา ดนตรีจะออกไปทางดนตรีของคนผิวดำ เช่น ฟังกี้ ริทึมแอนด์บลูส์ โดยมี ไมล์ส เดวิส คลิฟฟอร์ด บราวน์ (Clifford Brown) ซอนนี รอลลินส์ (Sonny Rollins) ฯลฯ เป็นผู้ทดลองงานในสายนี้ .. ในส่วนของเดวิส หลังทำงานคูลแจ๊สไปแล้ว ก็หันมาทำงานฮาร์ดบ็อพ ทำนองเรียบง่าย ใช้บันไดเสียงไมเนอร์ สุ้มเสียงโซโลดูหม่นเทา โศกเศร้า ซึมเซา เหมือนสิ้นหวัง .. ไมล์ส เดวิส ธีโลเนียส มองค์ มิลท์ แจ็กสัน (Milt Jackson) และเคนนี คลาร์ก (Kenny Clark) เคยร่วมงานกันในแนวคูล นับเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซของเดวิสเลยทีเดียว ว่ากันว่าเสียงทรัมเป็ตในชุด "เซสชัน" ที่อัดร่วมกันนี้ เป็นที่สุดของเดวิสแล้ว โดยเฉพาะเพลง Bag's Groove แม้เบื้องหลังการทำงานอัลบั้มนี้จะมีข่าวว่าเดวิสและมองค์ขัดแย้งกันอย่าง รุนแรงก็ตามที

สิ้นสุดยุคบ็อพ
บ็อพและแขนงของบ็อพมาถึงทางตันราวๆ ทศวรรษที่ 1960 ทำให้มีการโยนหินถามทาง ทดลองดนตรีที่แปลกใหม่ สลับซับซ้อนขึ้น .. และแล้ว ไมล์ส เดวิส และ จอห์น โคลเทรน (John Coltrane) ก็มาลงตัวกับท่วงทำนองที่ใช้ฮาร์โมนีของโหมด (Mode) มากกว่า คอร์ด กลายมาเป็น โมดัสแจ๊ส (Modal Jazz) ในเวลาต่อมา โดยมีอัลบั้ม Kind of Blues ของเดวิส เป็นตัวแทนของการเริ่มต้น การใช้โหมดทำให้นักดนตรีสามารถโซโล หรือแสดงคีตปฏิภาณได้อิสระยิ่งขึ้น เพราะไม่มีข้อจำกัดเรื่องคอร์ดเหมือนที่ผ่านมา จึงเกิดสเกลแปลกใหม่มากมาย

หลังอัลบั้ม Kind of Blue ในปี 1959 ไม่นานนัก ออร์เน็ต โคลแมน (Ornette Coleman) นักแซ็กโซโฟนก็เสนออีกแนวทางหนึ่งที่ให้อิสระยิ่งกว่าโมดัลแจ๊ส คือดนตรีสายฟรีแจ๊ส (Free Jazz) ซึ่งเน้นปฏิสัมพันธ์เป็นแกน อาศัยความรู้สึกและคีตปฏิภาณอย่างหนักหน่วง จนแทบไม่เหลืออะไรเป็นศูนย์กลายของเพลง หลายๆ เพลงไม่มีแม้แต่จังหวะทำนอง ไม่มีห้องดนตรี ถ้าฟังไม่รู้เรื่องจะรู้สึกเหมือนเด็กอนุบาลมาเล่น ดนตรีในแนวฟรีแจ๊สและที่ใกล้เคียงกันในเวลานั้นทั้งหมดเรียกรวมว่า "อวองต์ การ์ด" (Avante Garde) นอกจาก โคลแมนแล้ว ผู้ที่มีชื่อเสียงในฟรีแจ๊ส ก็มี อัลเบิร์ต ไอย์เลอร์ (Albert Ayler) ซึ่งเป็นผู้ชักนำให้ โคลเทรนหันมาสนใจฟรีแจ๊สในระยะหลังๆ

ฟิวชัน ฟิวชัน (Fusion)

หลังกำเนิดฟรีแจ๊ส ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 ได้เกิดดนตรีแจ๊สอีกแนวที่เรียกว่า ฟิวชัน (Fusion) ซึ่งบ่งชี้ถึงการนำดนตรีสองแนวหรือมากกว่ามาหลอมรวมกัน แต่โดยบริบทในช่วงนั้นจะหมายถึงการรวมดนตรีแจ๊สเข้ากับร็อกเป็นหลัก เพราะช่วงเวลานั้นร็อกแอนด์โรลมีอิทธิพลในกลุ่มวัยรุ่นอย่างมาก .. ไมล์ส เดวิส นักปฏิวัติดนตรีแจ๊ส ก็ได้หยิบเอาโครงสร้างของร็อกมารวมกับแจ๊ส ทดลองใช้เครื่องดนตรีไฟฟ้า เครื่องดนตรีประเภทสังเคราะห์เสียง โดยเริ่มจากอัลบั้ม In A Silent Way ก่อนจะมาเป็นอัลบั้ม Bitches Brew ซึ่งเป็นต้นแบบของแนวฟิวชันในเวลาต่อมา .. Bitches Brew เป็นอัลบั้มที่จุดประกายให้นักดนตรีอีกหลายกลุ่ม เช่น โจ ซาวินูล (Joe Zawinul) จอห์น แมคลาฟลิน (John McLaughlin) เวเธอร์ รีพอร์ต (Weather Report) ฯลฯ

ยุคหลังทศวรรษ 1970 ฟิวชันไม่ได้ครอบคลุมเพียงแจ๊ส-ร็อก หากรวมถึงดนตรียุคหลัง เช่น แจ๊ส-รึทึมแอนด์บลูส์ แจ๊ส-ฟังกี้ แจ๊ส-ป๊อป เป็นต้น ฟิวชันยุคหลังนี้มีอิทธิพลกับแนวดนตรีนิวเอจ (New Age) และ เวิลด์ มิวสิค (World Music) ในเวลาต่อมาโดยมีสังกัด ECM และ วินด์แฮม ฮิล (Windham Hill) เป็นหัวหอก นักดนตรีฟิวชันที่โด่งดังมีหลายคน เช่น คีธ จาร์เร็ต (Keith Jarrett) แพท เมธินี (Pat Metheny) บิลล์ ฟริเซล (Bill Frisell) โตชิโกะ อะกิโยชิ (Toshiko Akiyoshi) ซาดาโอะ วาตานะเบ (Sadao Watanabe) เป็นต้น

ฟิว ชันยุคหลัง ทิ้งน้ำหนักไปทางป๊อปมากขึ้น ทำให้ฟังไพเราะติดหูง่าย มีทั้งจังหวะสนุกสนานและซึมเศร้า และในทางตรงข้ามแก่นของแจ๊สก็ถูกลดไปด้วย สัมผัสสวิงลดลง สเกลบลูส์น้อยลง การแสดงคีตปฏิภาณน้อยลง รวมถึงการร้องในแนวแจ๊สก็ลดลงไปด้วย (กลายเป็นร้องแบบป๊อปธรรมดา) เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ที่อนุรักษ์นิยมก็มักดูแคลนฟิวชันในยุคหลังนี้อยู่ไม่ น้อย .. อย่างไรก็ตามเพลยฟิวชันยุคหลังกลับได้รับความนิยมค่อนข้างสูง ศิลปินแจ๊สในแนวหลักหลายคนก็หันมาเล่นดนตรีในแนวนี้ด้วย เช่น จอร์จ เบนสัน (George Benson) ซึ่งเดิมเล่นกีตาร์ในแนว เวส มอนต์โกเมอรี (Wes Montgomery) ก็ลดความจัดจ้านลง เจือริทึมแอนด์บลูส์เข้าไปจนกลายเป็นนักดนตรีที่โด่งดัง

ค่ายเพลงที่โด่งดังในฟิวชันยุคหลังนี้ได้แก่ จีอาร์พีเรคอร์ดส (GRP Records) ซึ่งก่อตั้งโดย เดฟ กรูสิน (Dave Grusin) และ ลาร์รี โรเซน (Larry Rosen) ตัวของกรูสินเองก็เป็นนักดนตรีที่ผลิตงานเพลงออกขายด้วย จีอาร์พีมักสร้างงานดนตรีที่มีสุ้มเสียงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียกว่า ได้ยินก็บอกได้ว่าเป็นเพลงของค่ายนี้ นักดนตรีของ จีอาร์พี นอกจากกรูสินแล้ว ก็มี ลาร์รี คาร์ลตัน (Larry Carlton) ลี ริทนาวร์ (Lee Ritenour) ทอม สก็อตต์ (Tom Scott) เดวิด เบนัวต์ (David Beniot) ส่วนวงดนตรีในสังกัดก็มี สไปโรไจรา (Spyrogyra) อคูสติก อัลเคมี (Acoustic Alchemy) สเปเชียล เอ็ฟเฟกต์ (SFX) เป็นต้น

นอกค่ายจีอาร์พี ยังมีนักดนตรีในสายเดียวกันนี้อีกหลายคน เช่น เอิร์ล คลูห์ (Earl Klugh) โจ แซมเปิล (Joe Sample) โบนี เจมส์ (Bony James) เดฟ คอซ (Dave Koz) เคนนี จี (Kenny G) หรือหน้าใหม่ๆ ในยุคหลังเช่น ไดอาน่า ครอลล์ (Diana Krall)

จนถึงตอนนี้ดนตรีแนวฟิวชันยุคหลังนี้ยังไม่สามารถแตกแขนงไปในทิศทางใหม่ๆ ได้ จนอาจกล่าวได้ว่า ฟิวชันมาถึงจุดอิ่มตัวและถึงทางตันแล้ว อย่างไรก็ตาม มีความพยายามหาสุ้มเสียงใหม่ๆ จากฟิวชันเหมือนกัน เช่น แอซิดแจ๊ส (Acid Jazz) หรือกรูฟแจ๊ส (Groove Jazz)ซึ่งเป็นผลการผสมระหว่างแจ๊ส โซล ฟังกี้ และฮิปฮอป เช่น เจมีรอไคว (Jemiroquai) อีกแนวที่ใกล้กับแอซิดแจ๊สคือ นูแจ๊ส (Nu Jazz) หรือ อิเล็กโทรแจ๊ส (Electro-Jazz) ซึ่งเกิดในปลายทศวรรษ 1990 โดยนำเนื้อหนังของแจ๊สมาผสมผสานด้วยดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องสังเคราะห์เสียง เช่น วงอิเล็กโทรนิกา (Electronica)

แจ๊สญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่บริโภคดนตรีแจ๊สมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลก ในญี่ปุ่นมีคลับแจ๊สดังๆ เหมือนอเมริกา มีนักดนตรีแจ๊สหมุนเวียนมาเล่น หรือจัดคอนเสิร์ตตามหัวเมืองใหญ่ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง หลังๆ นักดนตรีแจ๊สฝั่งอเมริกาและยุโรปข้ามฝั่งมาหากินในญี่ปุ่นมากขึ้น เช่น บ็อบ เจมส์ (Bob James) ก็เคยทำงานดนตรีร่วมกับ เคโกะ มัตสุอิ (Keiko Masui) นักเปียโนชื่อดังของญี่ปุ่น .. ดนตรีแจ๊สญี่ปุ่นได้รับการถ่ายทอดมาจากอเมริกาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ทศวรรษ 1920 จนมาสะดุดเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองเพราะทางการสั่งห้ามดนตรีแจ๊ส (และดนตรีตะวันตก) .. แจ๊สในญี่ปุ่นกลับมาอีกครั้งก็เป็นยุคบ็อพซึ่งได้รับความนิยมอย่างมาก รวมถึงแขนงต่างๆ ของบ็อพด้วย

ดนตรี แจ๊สในญี่ปุ่นเวลานี้เป็นยุคของฟิวชัน อาจเพราะเหตุผลว่าติดหูได้ง่ายและสนุกสนาน .. อย่างไรก็ตาม สุ้มเสียงฟิวชันของญี่ปุ่นมีกลิ่นไอความเป็นเอเซียผสมอยู่ไม่น้อย รวมถึงสัมผัสของเจ-ร็อก (J-Rock) ก็มีปรากฏในดนตรีฟิวชันญี่ปุ่นเช่นกัน ขนาดที่ว่าใช้ 'สแตร็ต' กรีดแทน ตระกูล ES หรือ เลส พอล ก็เคยเห็นมาแล้ว ซึ่งไม่ผิดธรรมเนียมอะไร เพียงแต่มันบ่งบอกบุคลิกเพลงได้เหมือนกัน ด้วยเหตุดังกล่าวดนตรีแจ๊สญี่ปุ่นจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในทำนองเดียวกับ เจ-ป๊อป และ เจ-ร็อก ... วงดนตรีแจ๊สญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมสูงได้แก่ แคสิโอเปีย (Casiopea) ที-สแควร์ (T-Square) และ จิมซาคุ (Jimsaku) เป็นสามหัวหอกหลัก ระยะหลังทั้งสามวงออกทัวร์ต่างประเทศบ่อยครั้ง ร่วมงานกับนักดนตรีตะวันตกหลายคน

แจ๊สในไทย
ดนตรีแจ๊สในประเทศไทยอาจจะไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในกลุ่มวัยรุ่น (a.k.a. เด็กแนว) นักดนตรีจึงมีไม่มาก ยิ่งนักร้องแจ๊สแท้ๆ ในเมืองไทย แทบไม่เหลือเลย .. นักดนตรีแจ๊สในไทยผมไล่ได้เพียงสายฟิวชัน เริ่มต้นจาก อินฟินิตี้ เทวัญ ทรัพย์แสนยากร ภูษิต ไล้ทอง ที-โบน กลุ่มนี้หาเพลงฟังได้ยากแล้ว ส่วนที่สดใหม่ก็จะมี โก้-เศกพล อุ่นสำราญ ซึ่งเคยฝึกกับอินฟินิตี้ และเป็นสมาชิกรุ่นก่อตั้งวงบอยไทย ก่อนจะออกอัลบั้มของตัวเอง ที่ได้ยินอีกคนคือ ดร.กะทิ-สิราภรณ์ มันตาภรณ์ นักกีตาร์แจ๊สแนวละตินฝีมือดีที่มีความคิดอ่านแกร่งกร้าวมากๆ

ในอีกท่านหนึ่ง ไม่ใช่ว่าคนไทยไม่สนใจดนตรีแนวนี้ จริงๆ มีผู้ฟังคนไทยอยู่กลุ่มใหญ่ทีเดียวที่ชื่นชอบดนตรีแจ๊ส สังเกตได้จากงานคอนเสิร์ตแจ๊ส และขาประจำผับแจ๊สในกรุง และขาประจำห้องแจ๊สใน pantip.com โดยส่วนใหญ่มักนิยมฟิวชัน ละติน ฟังก์ ซึ่งฟังง่ายกว่า จะมีที่ฟังบ็อพหรือสแตนดาร์ดอยู่ประปราย

 

สรุป        วงดนตรีสากลที่นิยมบรรเลงกัน มีการประสมวงอยู่หลายลักษณะ ที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ วงเชมเบอร์ วงออร์เคสตรา วงคอมโบ และวงสตริงคอมโบซึ่งวงแต่ละประเภทก็จะมีการแบ่งแยกย่อยลงไปอีกตามลักษณะของเครื่องดนตรีที่นำเข้ามาใช้และจำนวนนักดนตรีที่ร่วมบรรเลง รวมไปถึงบทเพลงที่ใช้บรรเลงด้วย
                สำหรับวงดนตรีออร์เคสตรา ซึ่งเป็นวงดนตรีขนาดใหญ่มีนักดนตรีจำนวนมาก เครื่องดนตรีมีหลายชนิด จำเป็นจะต้องมีวาทยกรหรือคอนดักเตอร์ทำหน้าที่ควบคุมวง เพื่อให้การบรรเลงดนตรีดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
                นอกจากการเรียนรู้ประเภทวงดนตรีสากลแล้ว วงดนตรีพื้นบ้านที่สำคัญๆ ของโลกก็เป็นแนวดนตรีอีกแนวหนึ่งที่เราจำเป็นต้องศึกษา ทั้งนี้เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจลักษณะของดนตรีในแต่ละวัฒนธรรมได้ดียิ่งขึ้

กลับหน้าแรก